ซื้อที่ดินจากคนอื่น แล้วเข้าไปปลูกต้นไม้ทำประโยชน์ในที่ดินมานานเป็นสิบปี แบบนี้จะถือว่าเป็นการ “แย่งการครอบครอง” หรือไม่? แล้วเจ้าของเดิมยังฟ้องเอาที่ดินคืนได้ตลอดหรือเปล่า?

หลายคนอ่านคดีนี้แล้วอาจงงว่า ในเมื่อฝ่ายจำเลยก็ซื้อที่ดินมา แล้วก็ปลูกต้นไม้ทำประโยชน์มาตลอด ทำไมถึงกลายเป็นข้อพิพาทขึ้นมาได้?

คดีนี้ไม่ได้เป็นเรื่องว่า ซื้อที่ดินมาแล้วเจ้าของเดิมเปลี่ยนใจมาทวงคืนทีหลังตรง ๆ แต่เป็นเรื่องที่ ที่ดินของทั้ง 2 ฝ่ายอยู่ติดกัน ฝ่ายจำเลยอ้างว่า ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 2483 จากนาย ม. มาตั้งแต่ปี 2533 และเมื่อมีการรังวัด ก็พบว่ามีเนื้อที่เพิ่มขึ้น จำเลยก็ชำระค่าที่ดินส่วนที่เพิ่มนั้นไป แล้วเข้าครอบครองทำประโยชน์ ปลูกต้นยูคาลิปตัสมาตลอด ฝ่ายจำเลยอ้างว่า ที่เข้าไปครอบครองพื้นที่ดังกล่าว ไม่ใช่เพราะตั้งใจจะไปยึดที่ดินของคนอื่น แต่เพราะก่อนหน้านั้นจำเลยได้ทำสัญญาจะซื้อจะขาย น.ส. 3 ก. เลขที่ 2483 จากนาย ม. มาตั้งแต่ปี 2533 และเมื่อมีการรังวัดพบว่าเนื้อที่ดินมากกว่าที่ระบุไว้ในเอกสารสิทธิ จำเลยก็ได้ชำระค่าที่ดินส่วนที่เพิ่มนั้นไปแล้ว จึงเข้าใจว่าพื้นที่ที่ตนครอบครองและปลูกต้นยูคาลิปตัสอยู่นั้น เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่ตนซื้อมาและมีสิทธิครอบครอง

ขณะเดียวกัน ฝ่ายโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย จ. ยืนยันว่า ที่ดินของเจ้ามรดกซึ่งเป็น ที่ดินพิพาท ในคดีนี้ คือ น.ส. 3 ก. เลขที่ 2484 ปัญหาจึงมาเกิดตอนมีการรังวัดสอบเขตในปี 2563 แล้วพบว่า พื้นที่ที่จำเลยครอบครองและปลูกต้นยูคาลิปตัสอยู่นั้น โจทก์อ้างว่ากินเข้าไปใน น.ส. 3 ก. เลขที่ 2484 ด้วย พูดง่าย ๆ คือ ฝ่ายจำเลยบอกว่า “ซื้อ น.ส. 3 ก. เลขที่ 2483 มา และครอบครองมาตลอด” แต่ฝ่ายโจทก์บอกว่า “ส่วนที่ครอบครองอยู่นั้น เป็น น.ส. 3 ก. เลขที่ 2484 ของเจ้ามรดก ไม่ใช่ของจำเลย จึงเกิดเป็นข้อพิพาทว่า ที่ดินส่วนที่ซ้อนกันหรือกินแนวเขตกันนั้น เป็นของใคร และเมื่อจำเลยเข้าไปครอบครองในลักษณะเป็นเจ้าของ กฎหมายจะถือว่าเป็นการ “แย่งการครอบครอง” หรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยเข้ายึดถือครอบครองที่ดินโดยแสดงตนเป็นเจ้าของตั้งแต่ต้น ย่อมมีลักษณะเป็นการ “แย่งการครอบครอง” ตามความหมายทางกฎหมาย และไม่จำเป็นต้องไปบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะการยึดถือแก่เจ้าของเดิมก่อน เพราะจำเลยไม่ได้เริ่มต้นจากการครอบครองแทนเจ้าของเดิม แต่คำว่า “แย่งการครอบครอง” ในคดีนี้ ต้องเข้าใจให้ถูกก่อนว่า ไม่ได้หมายความตรงตัวว่า จำเลยเป็นคนโกง หรือใช้กำลังบุกรุกเสมอไป

คำนี้ในภาษากฎหมายหมายถึง มีคนหนึ่งเข้ามายึดถือและครอบครองที่ดินในลักษณะที่แสดงตนเป็นเจ้าของ จนกฎหมายถือว่า เจ้าของเดิมเสียการครอบครองไปแล้ว ดังนั้น ประเด็นสำคัญของคดีนี้ จึงไม่ใช่แค่ว่าใครคิดว่าตัวเองมีสิทธิ แต่อยู่ที่ว่า
เมื่อมีการครอบครองในลักษณะนี้เกิดขึ้นแล้ว ถ้าเจ้าของเดิมจะฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครอง กฎหมายกำหนดให้ต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครอง เมื่อคดีนี้จำเลยเข้าครอบครองมาตั้งแต่ปี 2533 แต่โจทก์เพิ่งมาฟ้องภายหลังเกินกว่า 1 ปี โจทก์จึงขาดสิทธิฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครอง

สรุปง่าย ๆ คดีนี้มีปัญหาได้ เพราะภายหลังมีการตรวจแนวเขตแล้ว อีกฝ่ายอ้างว่า พื้นที่ที่จำเลยครอบครองอยู่นั้น เป็นที่ดินของตน ส่วนคำว่า “แย่งการครอบครอง” ก็เป็นคำทางกฎหมาย ไม่ได้แปลว่าอีกฝ่ายโกงหรือบุกรุกเสมอไป แต่หมายถึง อีกฝ่ายเข้าครอบครองที่ดินในลักษณะที่กฎหมายถือว่า เจ้าของเดิมเสียการครอบครองไปแล้ว และถ้าเจ้าของเดิมจะฟ้องเอาคืน ต้องรีบฟ้องภายใน 1 ปี ถ้าปล่อยนานเกินไป อาจเสียสิทธิฟ้องได้

 

Credit : Facebook ฎีกาศึกษา

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: ห้าม Copy เนื้อหาและรูปภาพ By มติรัฐ