วันที่ 7 ตุลาคม 2569 โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพ สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร แถลงข่าวผลงานด้านการป้องกัน และปราบปราม ในรอบ 1 ปี 1 ตุลาคม 2568 – 30 กันยายน 2569 ครอบคลุมการปกป้องผู้บริโภค เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม รวมถึงการปราบปรามยาเสพติดและสารตั้งต้นยาเสพติด รวมทั้งสิ้นจำนวน 59,840 คดี มูลค่ากว่า 4,830 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าปกป้องสังคมไทย ให้ปลอดจากสินค้าผิดกฎหมายอย่างยั่งยืน
นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหายาเสพติดและปราบปรามการนำเข้า-ส่งออกสินค้าผิดกฎหมาย เพื่อปกป้องความปลอดภัยของสังคมและประชาชน รวมถึงเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศ กรมศุลกากรได้ขานรับนโยบายดังกล่าวอย่างเคร่งครัด โดยสั่งการให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้านำเข้า-ส่งออกที่มีความเสี่ยงในการทำผิดกฎหมายและก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมทางการค้า พร้อมบูรณาการกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การป้องกันและปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายเป็นไปอย่างเข้มข้นในทุกมิติ
โดยในปีงบประมาณ 2569 กรมศุลกากรได้ตรวจพบการกระทำความผิดและสามารถจับกุมได้รวมทั้งสิ้น 59,840 คดี มูลค่ารวม 4,832.35 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นคดีหลีกเลี่ยงอากร 39,647 คดี มูลค่ารวมกว่า 385 ล้านบาท ทั้งนี้ สำหรับผลการตรวจยึดและจับกุม สามารถแบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่ม โดยมีรายละเอียด ดังนี้ 1- กลุ่มความปลอดภัยต่อผู้บริโภค : การป้องกันและปราบปรามสินค้าอุปโภค บริโภคที่ไม่ได้รับการอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการละเมิดเครื่องหมายการค้าและลิขสิทธิ์ ซึ่งกรมศุลกากรได้ให้ความสำคัญสูงสุด กับความปลอดภัยของประชาชน โดยมุ่งมั่นตรวจสอบและควบคุมการนำเข้าสินค้าอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน เสี่ยงอันตราย หรือผิดกฎหมาย เข้าสู่ประเทศหรือกระจายสู่ผู้บริโภค เพราะอาจก่อให้เกิด ความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชนได้ โดยใน 1 ปีที่ผ่านมามีการตรวจพบและจับกุมคดีในกลุ่มนี้ รวมทั้งสิ้นจำนวน 3,342 คดี มูลค่ารวมกว่า 190 ล้านบาท โดยมีคดีสำคัญคือ สินค้าไม่มีใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา จำนวน 2,843 คดี ปริมาณกว่า 4 ล้านชิ้น มูลค่ารวมกว่า 88 ล้านบาท สินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าและลิขสิทธิ์ จำนวน 404 คดี ปริมาณ 790,000 ชิ้น มูลค่าเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 2,050 ล้านบาท โดยพฤติการณ์การกระทำความผิดส่วนใหญ่เป็นลักษณะซุกซ่อน และลักลอบผ่านช่องทางด่านศุลกากร ณ พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก รวมถึงการเข้าค้นโกดังเก็บสินค้าในหลายพื้นที่ นอกจากนี้ ยังมีการจับกุมสินค้าที่ไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม จำนวน 129 คดี ปริมาณกว่า 911,000 ชิ้น มูลค่ารวมกว่า 49 ล้านบาท
2- กลุ่มปกป้องเศรษฐกิจในประเทศ การป้องกันและปราบปรามสินค้าหลีกเลี่ยงอากร สินค้าที่แสดงถิ่นกำเนิดเป็นเท็จ สินค้าที่หลีกเลี่ยงอากรทุ่มตลาด สินค้าเกษตร น้ำมันเชื้อเพลิง เนื่องจากสินค้าเหล่านี้อาจจะมีต้นทุนที่ค่อนข้างต่ำ จนสามารถเข้ามาแข่งขันกับตลาดสินค้าของไทยได้ กรมศุลกากรจึงมุ่งมั่นสร้างความเป็นธรรมทางการค้าแก่ผู้ประกอบการและเกษตรกรไทยให้สามารถแข่งขันทางการตลาดได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยการเพิ่มความเข้มงวด ในการตรวจสอบสินค้า จนสามารถตรวจยึดและจับกุมสินค้าในกลุ่มนี้ได้จำนวนรวมทั้งสิ้น 41,550 คดี มูลค่ากว่า 674 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการตรวจพบความผิดในคดีหลีกเลี่ยงอากรจำนวนรวม 39,647 คดี มูลค่ารวมกว่า 384 ล้านบาท รองลงมาเป็นกลุ่มสินค้าเกษตร เช่น หอม กระเทียม อโวคาโด้ สามารถจับกุมได้รวมทั้งสิ้น 840 คดี ปริมาณกว่า 4 ล้านกิโลกรัม มูลค่ารวมกว่า 76 ล้านบาท และกลุ่มสินค้าที่หลีกเลี่ยงอากรทุ่มตลาด (Anti-Dumping) สามารถจับกุมได้รวมทั้งสิ้น 484 คดี ปริมาณกว่า 3 ล้านกิโลกรัม มูลค่ารวมกว่า 113 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีการจับกุมสินค้าที่สำแดงถิ่นกำเนิดเป็นเท็จได้รวม 42 คดี ปริมาณรวม 4 ล้านชิ้น มูลค่ารวม 50 ล้านบาท
โดยในปีที่ผ่านมากรมศุลกากรได้ปรับเพิ่มเกณฑ์การระงับคดีกรณีสำแดงถิ่นกำเนิดสินค้าเป็นเท็จ โดยกำหนดค่าปรับ 500,000 บาทสำหรับกรณีส่งออก และให้ปรับสองเท่าของราคารวมค่าอากร แต่ไม่เกิน 500,000 บาท และให้ยกของกลางเป็นของแผ่นดินสำหรับกรณีนำเข้า
3- กลุ่มปกป้องสิ่งแวดล้อม : การป้องกันและปราบปรามของเสียและวัตถุอันตราย ขยะอิเล็กทรอนิกส์ สัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ตามอนุสัญญาไซเตส รวมถึงเศษพลาสติกต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยภายใน 1 ปีที่ผ่านมา กรมศุลกากรสามารถตรวจยึดและจับกุมสินค้าในกลุ่มนี้ จำนวนรวมทั้งสิ้น 212 คดี มูลค่ากว่า 274 ล้านบาท โดยการจับกุมสินค้าสำคัญในกลุ่มนี้ คือ กลุ่มขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตราย สามารถจับกุมได้รวม 117 คดี ปริมาณ 10 ล้านกิโลกรัม มูลค่ากว่า 237 ล้านบาท โดยมีพฤติการณ์ซุกซ่อนปะปนมาในตู้คอนเทนเนอร์ที่นำเข้ามาทางท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการผลักดันกลับสู่ประเทศต้นทาง
4- กลุ่มปกป้องสังคม : การป้องกันและปราบปรามสินค้าที่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อสุขภาพ สวัสดิภาพ รวมถึงความปลอดภัยของประชาชนในสังคม อาทิเช่น บุหรี่ผิดกฎหมาย บุหรี่ไฟฟ้า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ธนบัตร วัตถุลามก อาวุธปืนและดอกไม้เพลิง โดยมีการตรวจพบและจับกุมในมิตินี้ รวมทั้งสิ้นจำนวน 9,750 คดี มูลค่ากว่า 1,234 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการจับกุมการลักลอบส่งออกช่อดอกกัญชา 4,237 คดี ปริมาณ 59,343 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 527 ล้านบาท ซึ่งกรมศุลกากรได้ปรับเพิ่มเกณฑ์การลงโทษให้มีความเข้มงวดและเด็ดขาดยิ่งขึ้น โดยกำหนดค่าปรับ ตามปริมาณกัญชาที่ตรวจยึดได้ในอัตรากิโลกรัมละ 30,000 บาท และให้ยกของกลางให้เป็นของแผ่นดิน ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังสามารถตรวจยึดและจับกุมบุหรี่ผิดกฎหมาย บุหรี่ไฟฟ้า และอุปกรณ์ประกอบ ได้รวมทั้งสิ้น 3,748 คดี จำนวนรวมกว่า 105 ล้านชิ้น มูลค่ารวมกว่า 566 ล้านบาท ซึ่งจะเห็นได้ว่าในปีที่ผ่านมายังมีการกระทำความผิดอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องปรามการกระทำความผิด และเพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย กรมศุลกากรจึงได้พิจารณาเพิ่มอัตราโทษสำหรับบุหรี่ไฟฟ้า บุหรี่มวน ให้มีความเหมาะสม โดยกำหนดค่าปรับเป็นสองเท่าของราคาของรวมค่าอากร กับอีกหนึ่งเท่าของภาษีอื่นที่เกี่ยวข้อง และให้ยกของกลางให้เป็นของแผ่นดิน นอกจากนี้ ยังได้กำหนดราคาประเมินขั้นต่ำของบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่มวนเพื่อให้การประเมินราคาของพนักงานศุลกากรเป็นมาตรฐานเดียวกันและลดการใช้ดุลพินิจ
5- กลุ่มยาเสพติดและสารตั้งต้นยาเสพติด : การป้องกันและปราบปรามยาเสพติดและวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท รวมถึงสารตั้งต้นยาเสพติด เช่น ยาบ้า เมทแอมเฟตามีน (ไอซ์) เฮโรอีน MDMA โคคาอีน เมฟิโดรน เคตามีน เป็นต้น โดยกรมศุลกากรได้บูรณาการและประสานความร่วมมือกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น หน่วยงานภายใต้คณะทำงานสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด ณ ท่าอากาศยานสากล (Airport Interdiction Task Force: AITF) และท่าเรือสากล (Seaport Interdiction Task Force: SITF) สำนักงาน ป.ป.ส. กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมถึงภาคีระหว่างประเทศ อาทิ สำนักงานพิทักษ์เขตแดนแห่งออสเตรเลีย (Australia Border Force: ABF) กองกำลังป้องกันชายแดนแห่งสหราชอาณาจักร (UK Border Force: UKBF) สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) และศุลกากรในประเทศต่าง ๆ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและปฏิบัติการร่วมกันในการสกัดกั้นขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ภายใน ปีที่ผ่านมาสามารถจับกุมยาเสพติดและสารตั้งต้นได้ รวมทั้งสิ้น 292 คดี ปริมาณรวม 1,400 กิโลกรัม มูลค่ารวมกว่า 1,561 ล้านบาท
นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี เตรียมดำเนินการขยายผลตามกฎหมายได้ตรวจสอบตู้สินค้าต้องสงสัย และพบไม้จำนวน 32 ท่อน ซึ่งมีการซุกซ่อนงาช้างและซากสัตว์ไว้ภายใน โดยตรวจพบงาช้างจำนวน 446 ท่อน พร้อมซากสัตว์ไม่ทราบชนิด จึงได้ดำเนินการเก็บรักษาของกลางไว้ และเตรียมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการตามกฎหมายการตรวจสอบดังกล่าวสืบเนื่องจากกรมศุลกากรได้รับการประสานจาก สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรม แห่งสหประชาชาติ (UNODC) และ Wildlife Justice Commission (WJC) ขอให้ตรวจสอบตู้สินค้าต้องสงสัย จำนวน 2 ตู้คอนเทนเนอร์ ณ ท่าเรือแหลมฉบัง โดยผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าผู้นำเข้าได้จัดทำใบขนสินค้าขาเข้า โดยสำแดงสินค้าเป็นไม้ท่อนแปรรูป จำนวน 568 ท่อน มีต้นทางจากประเทศแซมเบีย เจ้าหน้าที่ศุลกากรได้ดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียดพบว่ามีไม้จำนวน 32 ท่อน ถูกใช้เป็นที่ซุกซ่อนงาช้างและซากสัตว์ จากการตรวจสอบภายในไม้ที่ใช้ซุกซ่อน พบงาช้างรวม 446 ท่อนและซากสัตว์ไม่ทราบชนิด ภายหลังการตรวจพบของกลาง เจ้าหน้าที่ศุลกากรจะดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบการสอบสวน พร้อมประสานกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อตรวจสอบและพิสูจน์อัตลักษณ์ของซากสัตว์ด้วยวิธีการตรวจสารพันธุกรรม(DNA) อีกครั้ง เพื่อยืนยันชนิดของซากสัตว์และใช้เป็นพยานหลักฐานประกอบการดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
นายพันธ์ทองฯ กล่าวว่า “กรมศุลกากรเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้าต้องสงสัย และดำเนินการอย่างเต็มกำลังเพื่อป้องกันและสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าสัตว์ป่าและซากสัตว์ผิดกฎหมาย รวมถึงประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ภายหลังการตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว กรมศุลกากรจะดำเนินการแถลงผลการตรวจสอบ ต่อไป
เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ


