ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิครบรอบ 20 ปี เดินหน้าพัฒนาศักยภาพรอบด้าน ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และการบริการ รองรับอุตสาหกรรมการบินที่เติบโตต่อเนื่อง เผยสถิติสะสมผู้โดยสารกว่า 899.9 ล้านคน เที่ยวบินกว่า 5.57 ล้านเที่ยวบิน พร้อมมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการบินระดับโลก ควบคู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน
นายกิตติพงศ์ กิตติขจร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เปิดเผยเนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปี การเปิดให้บริการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2549 ว่า ที่ผ่านมา ทสภ. มีบทบาทสำคัญในการเป็นประตูเชื่อมโยงประเทศไทยกับนานาประเทศ ทั้งด้านการเดินทาง การท่องเที่ยว การค้า การลงทุน และระบบโลจิสติกส์ โดยมีผู้โดยสารใช้บริการสะสมกว่า 899.9 ล้านคน มีเที่ยวบินกว่า 5.57 ล้านเที่ยวบิน และรองรับการขนส่งสินค้าทางอากาศกว่า 24.9 ล้านตัน
สำหรับผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2569 ระหว่างเดือนตุลาคม 2568 ถึงเดือนสิงหาคม 2569 รวม 11 เดือน พบว่ามีสายการบินประจำให้บริการ 118 สายการบิน มีเที่ยวบินขึ้น-ลงรวม 346,905 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.83 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีผู้โดยสารใช้บริการ 59,626,075 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.43 ขณะที่เที่ยวบินขนส่งสินค้าทางอากาศมีจำนวน 15,855 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.34 และมีปริมาณการขนส่งสินค้ากว่า 1.4 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.63 สะท้อนถึงการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินและการขนส่งสินค้าทางอากาศอย่างต่อเนื่อง
นายกิตติพงศ์ กล่าวว่า ทสภ. เดินหน้ายกระดับประสิทธิภาพการให้บริการ เพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารและเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีมาพัฒนากระบวนการตรวจหนังสือเดินทางให้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น ตามนโยบายอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวของรัฐบาล
ปัจจุบัน ทสภ. มีแผนติดตั้งเครื่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ (Automated Border Control: ABC) สำหรับผู้โดยสารระหว่างประเทศทั้งขาเข้าและขาออก รวม 122 ชุด โดยติดตั้งแล้ว 106 ชุด ระบบดังกล่าวสามารถรองรับหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Passport) ของผู้โดยสารขาออกจากกว่า 90 ประเทศ และผู้โดยสารขาเข้าจาก 34 ประเทศ พร้อมจัดช่องทางพิเศษ ABC Special Assistant Lane สำหรับผู้โดยสารที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ เพื่อช่วยลดระยะเวลารอคอยและเพิ่มความคล่องตัวในการเดินทาง
ขณะเดียวกัน ทสภ. ยังเร่งปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกภายในอาคารผู้โดยสาร เพื่อยกระดับมาตรฐานการบริการให้ครอบคลุมผู้โดยสารทุกกลุ่ม โดยมีแผนปรับปรุงเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ทั้ง 7 จุด ให้มีความทันสมัยและออกแบบให้ผู้พิการ ผู้สูงอายุ และเด็ก สามารถเข้าถึงบริการได้อย่างสะดวกและปลอดภัย ปัจจุบันเปิดให้บริการแล้ว 5 จุด
นอกจากนี้ ยังมีการจัดสรรพื้นที่ภายในอาคารผู้โดยสาร อาคารเทียบเครื่องบิน และอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (SAT-1) เพื่อรองรับความต้องการของผู้โดยสารที่หลากหลาย ทั้ง Kids Zone, Relaxing Zone, Co-Working Space Zone และ Digital Park Seats พร้อมติดตั้งจุดให้บริการชาร์จอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กว่า 200 จุด
ส่วนการปรับปรุงห้องน้ำภายในอาคารผู้โดยสารและอาคารเทียบเครื่องบินจำนวน 124 จุด ดำเนินการแล้วเสร็จ 69 จุด โดยคาดว่าจะปรับปรุงครบทั้งหมดภายในปี 2571 เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและยกระดับประสบการณ์การใช้บริการของผู้โดยสาร
ด้านการจัดการพื้นที่ภายนอกอาคารผู้โดยสาร ทสภ. อยู่ระหว่างสำรวจและออกแบบพื้นที่ให้บริการผู้โดยสารที่เดินทางเป็นหมู่คณะ (Group Tour) บริเวณอาคารจอดรถยนต์โซน 3 ชั้น 6 เพื่อรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มทัวร์ที่เพิ่มขึ้น พร้อมจัดระเบียบจุดนัดพบของบริษัทนำเที่ยวให้เหมาะสม ลดความแออัดบริเวณหน้าเคาน์เตอร์เช็กอิน และไม่กีดขวางเส้นทางสัญจรของผู้โดยสารทั่วไป
นอกเหนือจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการบริการแล้ว ทสภ. ยังให้ความสำคัญกับการดูแลสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิดการเป็นสนามบินที่เป็นพลเมืองที่ดีของสังคมและเป็นเพื่อนบ้านที่ดีของชุมชน (Corporate Citizenship Airport) สอดคล้องกับหลักการ ESG โดยดำเนินโครงการต่าง ๆ อาทิ โครงการ AOT Ready for Take Off เพื่อส่งเสริมทักษะภาษาอังกฤษแก่เยาวชนในพื้นที่โดยรอบ โครงการตลาดนัดแรงงานเพื่อสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพ และโครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศและรักษาสิ่งแวดล้อม
ขณะเดียวกัน ยังเดินหน้าสู่การเป็น Green Airport ด้วยการส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์และรถยนต์ไฟฟ้าภายในสนามบิน เพื่อลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ควบคู่กับการพัฒนาท่าอากาศยานให้เติบโตอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
จากการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน 10 อันดับแรกของท่าอากาศยานที่มีการเชื่อมต่อทางอากาศสูงสุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและตะวันออกกลาง ประจำปี 2568 โดยอยู่ในอันดับที่ 8 จากการจัดอันดับ Top 10 Most Connected Airports across Asia-Pacific and the Middle East ของ ACI Asia-Pacific & Middle East Air Connectivity Index ซึ่งพิจารณาจากความครอบคลุมและความถี่ของเส้นทางบิน รวมถึงประสิทธิภาพในการเชื่อมต่อเที่ยวบิน สะท้อนบทบาทของสุวรรณภูมิในฐานะศูนย์กลางการเดินทางทางอากาศของภูมิภาค
นายกิตติพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้ทำหน้าที่เป็นประตูสู่ประเทศไทย เชื่อมโยงผู้คนและโอกาสจากทั่วโลก พร้อมพัฒนาคุณภาพการให้บริการและมาตรฐานความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและมอบประสบการณ์ที่ดีแก่ผู้โดยสาร
สำหรับการก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 3 ทสภ. จะเดินหน้าต่อยอดศักยภาพในทุกมิติ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี การบริการ ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบิน และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบินระดับโลก (Global Aviation Hub) ภายใต้แนวคิด “20 ปี ทสภ. เชื่อมไทยสู่โลก ก้าวไกล สู่อนาคต” พร้อมสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาอย่างยั่งยืน
เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ


