ศุภจี นำทัพลุยสุวรรณภูมิ ร่วมหารือแนวทางแก้ไขปัญาการแออัด ยกระดับรับไฮซีซั่น

วันที่ 17 สิงหาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินมาที่สุวรรณภูมิ เพื่อเป็นประธานการประชุมหารือเพื่อบูรณาการความร่วมมือในการยกระดับประสบการณ์และการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว โดยมี นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ และนายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี นายศิโรตม์ ดวงรัตน์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายงานพัฒนาธุรกิจและการตลาด บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) นายกิตติพงศ์ กิตติขจร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ผู้บริหาร ทอท. ผู้แทนกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ผู้แทนสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เข้าร่วมลงพื้นที่เพื่อติดตามกระบวนการให้บริการผู้โดยสารขาเข้า รับฟังปัญหาจากหน่วยปฏิบัติ และหารือแนวทางการทำงานและแก้ไขปัญหาร่วมกัน

สำหรับการแก้ปัญหาความแออัดและอำนวยความสะดวกผู้โดยสาร กระทรวงคมนาคมจะเร่งดำเนินการเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสาร ทั้งขาเข้าและขาออก ซึ่ง ทอท. มีแผนดำเนินโครงการเพิ่มพื้นที่เช็กอินสำหรับผู้โดยสารที่เดินทางเป็นหมู่คณะ และผู้โดยสารที่มาถึงสนามบินล่วงหน้า ขนาดพื้นที่ประมาณ 2,250 ตารางเมตร โดยสามารถรองรับที่นั่งผู้โดยสารประมาณ 610 ที่นั่ง พร้อม CUSS Kiosk 18 จุด และเคาน์เตอร์เช็กอิน 8 จุด รวมทั้งพื้นที่สำหรับ Repack กระเป๋า จุดประชาสัมพันธ์ จุดรักษาความปลอดภัย ร้านค้า จุดคืนภาษี จุดเติมน้ำดื่ม จุดชาร์จ และห้องสูบบุหรี่ เป็นต้น ซึ่งเป็นการยกระดับการให้บริการและเพิ่มความสะดวกสบายแก่นักท่องเที่ยว จะทำให้นักท่องเที่ยวเกิดความประทับใจ และมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น

สำหรับความคืบหน้าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของ ทสภ. เพื่อเพิ่มศักยภาพการให้บริการภาคพื้นและการขนส่งสินค้าทางอากาศ โครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) ที่เพิ่มขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารเพิ่มขึ้นเป็น 70 ล้านคนต่อปี มีระยะเวลาก่อสร้าง ปี 2570 – 2574 ในส่วนของการขยายศักยภาพด้านทิศใต้ของท่าอากาศยาน จะมีการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารทิศใต้ (South Terminal) ที่จะสามารถรองรับผู้โดยสารเพิ่มขึ้นเป็น 120 ล้านคนต่อปี ซึ่งจะเริ่มก่อสร้างระหว่างปี 2572 – 2578 ด้านการก่อสร้างทางวิ่งเส้นที่ 4 (4th Runway) ตามแผนพัฒนาท่าอากาศยานในระยะที่ 2 จะเพิ่มขีดความสามารถรองรับเที่ยวบินเป็น 120 เที่ยวบินต่อชั่วโมง ซึ่งคาดว่าเปิดใช้งานปี 2583

นาง ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง กล่าวว่า รัฐบาลต้องการเห็นปัญหาจริงที่ด่านหน้าของประเทศ เพราะท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไม่ใช่เพียงสนามบิน แต่เป็นจุดแรกที่นักเดินทางสัมผัสประเทศไทย หากการเข้าเมืองใช้เวลานานหรือเกิดความไม่สะดวก ย่อมกระทบต่อความประทับใจ ความเชื่อมั่น และรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งระบบ จึงต้องดูแลตั้งแต่ความสะดวก ความปลอดภัย การผ่าน ตม. การรับกระเป๋า การเดินทางออกจากสนามบิน ไปจนถึงประสบการณ์ระหว่างรอคิว วันนี้ไม่ได้มาดูเพียงว่าคิว ตม. ยาวเท่าไร แต่ต้องดูว่าอะไรแก้ได้ทันที อะไรต้องใช้งบประมาณ อะไรต้องแก้กฎหมาย และอะไรต้องวางแผนระยะยาว ทุกหน่วยต้องทำงานร่วมกัน ไม่ใช่แยกกันแก้เป็นส่วน ๆ

สำหรับระยะกลาง นางศุภจี มอบหมายให้นายสิริพงศ์ หารือร่วมกับ ทอท. ศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้พื้นที่ Satellite Terminal เป็นจุดตรวจคนเข้าเมืองเพิ่มเติม พร้อมแนวทางเชื่อมผู้โดยสารที่ผ่าน ตม. แล้วไปยังจุดรับกระเป๋า เพื่อลดแรงกดดันจากโถงกลางของอาคารหลัก ส่วนระยะยาวต้องเร่งแผน East Terminal เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของสุวรรณภูมิ รองรับจำนวนนักเดินทางที่สูงขึ้น รวมถึงเตรียมระบบให้พร้อมก่อนมาตรการจัดเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวในปีหน้า เพราะเมื่อไทยต้องการยกระดับรายได้จากผู้มาเยือน ก็ต้องยกระดับบริการรองรับไปพร้อมกัน

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า กระทรวงการท่องเที่ยวฯ มองว่าความประทับใจแรกของนักท่องเที่ยวเริ่มตั้งแต่ก้าวเข้าสู่สนามบิน หากต้องรอคิวในช่วงพีก การจัดการด้านกายภาพต้องเดินคู่กับการดูแลความรู้สึกของผู้โดยสาร โดยเตรียมหารือ ททท. นำการแสดงโขน หุ่นละครโจหลุยส์ หรือดนตรีพื้นบ้านมาสร้างบรรยากาศไทยในจุดที่เหมาะสม

นายสิริพงศ์กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมจะเร่งเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งขาเข้าและขาออก โดย ทอท. มีแผนปรับพื้นที่รองรับผู้โดยสารที่มาเช็กอินก่อนเวลา และปรับบางพื้นที่เป็นพื้นที่กิจกรรมหรือเชิงพาณิชย์ เพื่อลดความแออัดในอาคารผู้โดยสาร พร้อมผลักดัน East Terminal และศึกษาการเปิดจุดตรวจคนเข้าเมืองที่ Satellite Terminal เป็นแผนระยะกลาง

พล.ต.ต. คธาธร คำเที่ยง ผู้บังคับการกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 กล่าวว่า ตม. เตรียมขยาย Auto Gate ขาเข้าสำหรับชาวต่างชาติจากกลุ่มเดิม เป็น 33 สัญชาติ จากปัจจุบันที่รองรับบุคคลสัญชาติไทย สิงคโปร์ และฮ่องกง โดยคัดจาก Henley Passport Index สถิติการปฏิเสธเข้าเมืองต่ำ และความเสี่ยงด้านความมั่นคงน้อย คาดว่าจะเริ่มได้ทันช่วงไฮซีซั่นปีนี้ ปัจจุบันช่วงโลว์ซีซั่น สุวรรณภูมิมีผู้โดยสารขาเข้าเฉลี่ย 70,000-75,000 คนต่อวัน ส่วนช่วงพีก 14.00-17.00 น. มีผู้โดยสารผ่าน ตม. 5,000-6,000 คนต่อชั่วโมง ขณะที่ช่วงไฮซีซั่นอาจเพิ่มเป็น 85,000-100,000 คนต่อวัน เจ้าหน้าที่จะจัดกำลังให้เต็มทุกช่องตรวจในช่วงที่มีผู้โดยสารหนาแน่น

ทั้งนี้ ที่ประชุมยังหารือการใช้ประโยชน์พื้นที่รอบสนามบิน พื้นที่พักคอยผู้โดยสารต่อเครื่อง จุดบริการร้านค้าและอาหารขาเข้า การจัดระเบียบรถสาธารณะ การดูแลสายพานรับกระเป๋า การลาดตระเวนร่วมของตำรวจท่องเที่ยว การปราบปรามไกด์เถื่อน และการใช้ CCTV และศูนย์สั่งการอัจฉริยะเพื่อดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว

การดำเนินงานครั้งนี้สะท้อนแนวทางที่เปลี่ยนจากการรอแก้ปัญหาในเชิงระบบเพียงอย่างเดียว มาเป็นการลงพื้นที่เพื่อเห็นปัญหาจริง เชื่อมหน่วยงาน และปลดล็อกสิ่งที่ทำได้ทันที เพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้มาเยือน และต่อยอดทุกจุดสัมผัสให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ สอดรับกับการขับเคลื่อนประเทศไทย สู่ Visitor Economy อย่างสมบูรณ์

 

เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: ห้าม Copy เนื้อหาและรูปภาพ By มติรัฐ